สแกนอดีต..แก้กรรม..ทำ (ไม่) ได้?
“ในชีวิตนี้คุณคิดว่าเรามีเวลาอยู่กันคนละกี่ปี ไม่ถึงร้อย ครึ่งหนึ่งทะเลาะกับเพื่อนบ้าน ครึ่งหนึ่งติดละครน้ำเน่า ครึ่งหนึ่งอิจฉาริษยา ครึ่งหนึ่งก็ไปเล่นการเมือง และอีกครึ่งหนึ่งก็คุ้มดีคุ้มร้าย เล่นคุณไสยฯ แล้วคุณจะเหลือช่วงชีวิตดีๆ สักกี่ปี คุณคิดตัวเองว่ามีเวลาบ้าได้นานขนาดนั้นเชียวหรือ”
มาทำอะไรที่เป็น “ประโยชน์สูง และประหยัดสุด” ให้คุ้มค่ากับการได้เกิดมาเป็นมนุษย์ในชาตินี้ดีกว่า
“อย่ามัวแต่ไปตีอก ชกตัว กอดรัด อยู่กับสิ่งที่มันจบไปแล้วเลย”
เหล่านี้คือคำท้าทาย คำถาม และคำชี้ชวน จากท่าน พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) ผู้ก่อตั้งสถาบันวิมุตยาลัย, พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสถฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง และ แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ผู้ก่อตั้งสาวิกา สิกขาลัย จากวงสนทนาธรรมเรื่อง รู้เช่น เห็นชาติ รู้แจ้งเห็นจริง ซึ่งจัดขึ้นที่เสถียรธรรมสถาน เพื่อไขข้อข้องใจเรื่องเกี่ยวกับ กรรมเก่า กรรมใหม่ ให้ทุกคนรู้เรื่องกรรมให้ถูกต้องแล้วจะได้กลับมามีชีวิตในปัจจุบันที่เป็น อิสระ ไม่ถูกพันธนาการจากความทุกข์ในอดีตอีกต่อไป
๑. รู้เช่น เห็นชาติ
แม่ชีศันสนีย์ อธิบายว่า “รู้เช่น” ก็คือรู้ ว่าทุกสิ่งมันเป็นเช่นนั้นเอง ทุกอย่างไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้ "เห็นชาติ" ก็คือเห็นชาติของความทุกข์จากการยึดมั่นในอัตตาของเรา ส่วน “รู้แจ้ง” หมายถึง การเข้าใจว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎของไตรลักษณ์ คือ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา (เกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป) และ "เห็นจริง" คือ เห็นการเกิด-ดับ อารมณ์ต่างๆ อันเป็นเหตุแห่งทุกข์นั่นเอง
พระอาจารย์คึกฤทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องคำสอนจากพระโอษฐ์ ของพระพุทธเจ้า ตอบคำถามของ ช่อผกา วิริยานนท์ ผู้ดำเนินรายการ เป็นท่านแรกว่า "พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับกรรม คือต้องเข้าใจว่า “กรรม คือการกระทำของจิต” และ “เรากล่าวซึ่งเจตนาว่าเป็นกรรม”
และเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น ช่อผกาได้ขอให้ ท่าน ว.วชิรเมธี อธิบายเพิ่มเติมแบบที่ทำให้ดูมีสีสันน่าตื่นเต้นและร่วมสมัยมากขึ้นว่าเป็น อย่างไร ท่านก็อธิบาย ว่ากรรมแบ่งเป็น ๒ ระดับ คือ
๑) ระดับศีลธรรม เป็นการสอนเรื่องกรรม เพื่อให้เราหันมาทำความดีและหนีความชั่ว "ระดับนี้สนุกมากเหมือนหนังแฟนตาซี" ท่านบอก "มันจะมีคนทำกรรมแล้วก็มีคนรับผลแห่งกรรมนั้น เช่น มีคนหนึ่งทำอะไรไม่ดีไว้ ก็จะมีคนมาลุ้นว่าเดี๋ยวเถอะทำกรรมไม่ดีไว้... เดี๋ยวจะโดน"
๒) ระดับปรมัตถ์ อันนี้เป็นความเข้าใจในระดับที่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้น ท่านสอนให้เราถอดถอนอัตตาหรือความสำคัญว่าเป็นตัวเรา ตัวเขา ตัวฉัน ทิ้งไป
ทั้งสองส่วนนี้ ถือเป็นเรื่องพื้นฐานที่ต้องเข้าใจก่อนว่า จะพูดกันถึงเรื่องกรรมระดับไหน เพราะถ้าเอามาปนกัน จะทำให้คนสับสน และ “คนเราถ้าเข้าใจเรื่องกรรมผิดเพี้ยนไป ก็อาจมีผลให้ชีวิตของเราเพี้ยนไปด้วย”
ท่านบอกว่า "ที่เทศน์ สอนกันทั่วไปอยู่ในปัจจุบันนี้ก็เป็นกรรมระดับศีลธรรม" ว่าแล้วท่านก็อธิบายต่อไปว่า อีกอย่างเราต้องรู้จักแยกแยะเป็นว่ากรรมแบบไหนเป็นแบบพุทธ กรรมแบบไหนไม่ใช่พุทธเสียก่อนด้วย
พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ว่ามีอยู่ ๓ ลัทธิที่สวนทางกับพระพุทธศาสนาอย่างสิ้นเชิง คือ
๑) ลัทธิกรรมเก่า ที่เชื่อว่า ความสุขก็ดี ความทุกข์ก็ดี การเป็นไปในวิถีชีวิตคนเราแต่ละคนทั้งหลายนั้นเป็นผลพวงของกรรมเก่าที่เราทำ เอาไว้ ผลก็คือทำให้เรายอมจำนนต่อปัญหาชีวิตโดยสิ้นเชิง
๒) ลัทธิเทพเจ้าบันดาล ลัทธินี้เชื่อว่า ทุกอย่างจะดีขึ้นและผ่านพ้นไปเพราะอำนาจการดลบันดาลของเหล่าเทพเจ้าต่างๆ กลุ่มนี้ก็จะงอมืองอเท้าและยอมจำนนต่อสถานการณ์ เหมือนแบบแรก “ประเทศไทยเข้าสู่กลียุคในทุกวันนี้ คำถามของอาตมาก็คือ เทพมากมายแต่ทำไมไทยไม่เคยพ้นวิกฤติเห็นไหมตรรกง่าย ๆ แค่นี้” ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นแหล่งที่ชุมนุมของเทพเจ้าต่างๆ มากที่สุดในโลกก็มีแค่บางเมืองเท่านั้นที่เจริญ
๓) ลัทธิว่าด้วยความบังเอิญ ลัทธินี้จะเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในโลก เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ ไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย อย่างมีคนพูดว่า “ประเทศไทยเข้าสู่วิกฤติ มาดูแล้วดวงนายกฯ กับดวงกรุงเทพฯ มันทับกัน ลัคนาไม่ตรงกัน อธิบายได้แบบมั่ว ๆ อันนี้ก็น่าตกใจแล้วนะ แต่ที่น่าตกใจไปกว่านั้นก็คือมีคนเชื่อด้วย”
“ทีนี้รู้ตัวหรือยัง ว่าเราเชื่อแบบไหน” ท่าน ว. วชิรเมธี
กล่าวเพื่อให้เราแยกเอาเรื่องที่ไม่เป็นพุทธออกมา
เพื่อจะได้เห็นทัศนะที่เป็นพุทธชัดเจนขึ้น


